ผู้สูงอายุเริ่มเดินไม่มั่นคง สังเกตอย่างไร และเมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

การเดินของผู้สูงอายุอาจเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพร่างกายที่เปลี่ยนไป บางคนเดินช้าลง ก้าวสั้นลง หรือต้องใช้เวลามากขึ้นในการลุก นั่ง และเปลี่ยนทิศทาง แต่หากเริ่มมีอาการเดินเซ ทรงตัวไม่ดี สะดุดบ่อย หรือเกือบล้ม อาการเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องธรรมดาของวัย

เพราะการเดินไม่มั่นคงอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้ม ซึ่งอาจนำไปสู่การบาดเจ็บ กระดูกหัก และส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของการเดินยังอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพบางอย่างที่ควรได้รับการประเมิน

เดินไม่มั่นคงในผู้สูงอายุ เกิดจากอะไรได้บ้าง?

อาการเดินไม่มั่นคงอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่กล้ามเนื้อขาอ่อนแรง การทรงตัวลดลง ปัญหาข้อเข่า ข้อสะโพก หรือเท้า ไปจนถึงปัญหาการมองเห็นและอาการเวียนศีรษะ โรคประจำตัวบางชนิดก็อาจส่งผลต่อการเดินและการทรงตัว เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคทางระบบประสาทบางประเภท รวมถึงปัญหาจากการใช้ยาหลายชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม เวียนศีรษะ หรือหน้ามืดได้ สภาพแวดล้อมภายในบ้านก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เช่น พื้นลื่น พื้นต่างระดับ ทางเดินมีสิ่งกีดขวาง หรือแสงสว่างไม่เพียงพอ สิ่งเหล่านี้อาจทำให้ผู้สูงอายุที่เริ่มมีปัญหาการทรงตัวอยู่แล้วเสี่ยงต่อการหกล้มมากขึ้น

สัญญาณแบบไหนควรพาไปพบแพทย์?

หากผู้สูงอายุมีอาการเดินเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน หรือปัญหาเริ่มเกิดขึ้นบ่อยขึ้น ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อพบอาการต่อไปนี้

1. เดินเซ สะดุด หรือเกือบล้มบ่อยขึ้น
แม้ยังไม่เกิดการหกล้มจริง แต่อาการที่ต้องคอยจับผนัง เฟอร์นิเจอร์ หรือคนรอบตัวเพื่อช่วยพยุง อาจเป็นสัญญาณว่าการทรงตัวเริ่มมีปัญหา

2. หกล้มซ้ำมากกว่าหนึ่งครั้ง
การหกล้มบ่อยไม่ควรถูกมองว่าเป็นอุบัติเหตุเล็ก ๆ เพียงอย่างเดียว เพราะอาจมีปัจจัยด้านร่างกาย การใช้ยา หรือปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่เบื้องหลัง

3. รูปแบบการเดินเปลี่ยนไป
เช่น เดินช้าลงมาก ก้าวสั้น ซอยเท้าถี่ ยกเท้าไม่ค่อยขึ้น กลับตัวลำบาก หรือเหมือนเริ่มก้าวเดินไม่ออก อาการเหล่านี้ควรได้รับการประเมิน ไม่ควรคิดว่าเป็นเพียงเพราะอายุมากขึ้น

4. กล้ามเนื้อขาอ่อนแรงหรือทำกิจกรรมเดิมได้ยากขึ้น
เช่น ลุกจากเก้าอี้ยาก เดินขึ้นลงบันไดลำบาก หรือเดินได้ระยะสั้นลงกว่าปกติ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสามารถในการใช้ชีวิตประจำวัน

5. มีอาการร่วมอื่น ๆ
เช่น มือสั่น แขนขาเกร็ง ชา อ่อนแรง เวียนศีรษะบ่อย หรือมีปัญหาการควบคุมร่างกายร่วมด้วย ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุอย่างเหมาะสม

หากผู้สูงอายุมีอาการเดินเซหรือทรงตัวไม่ได้ เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยมีอาการร่วม เช่น หน้าเบี้ยว แขนหรือขาอ่อนแรงหรือชา พูดไม่ชัด หรือมีความผิดปกติของการมองเห็น ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉินทางระบบประสาท ไม่ควรรอดูอาการด้วยตัวเอง โดยเฉพาะหากอาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและแตกต่างจากปกติ

ลดความเสี่ยงการหกล้ม เริ่มได้จากที่บ้าน

การดูแลไม่จำเป็นต้องรอจนเกิดการหกล้ม ควรตรวจดูสภาพแวดล้อมภายในบ้าน เช่น เก็บของที่กีดขวางทางเดิน ลดความเสี่ยงจากพื้นลื่น จัดแสงสว่างให้เพียงพอ และติดตั้งราวจับในบริเวณที่จำเป็น การออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและฝึกการทรงตัวก็มีส่วนช่วยให้การเดินมั่นคงขึ้น แต่สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาการเดินหรือเคยหกล้ม ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดก่อนเลือกวิธีออกกำลังกาย เพื่อให้เหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน

ผู้สูงอายุเดินไม่มั่นคงอาจไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป แต่หากอาการเกิดบ่อยขึ้น มีการหกล้มซ้ำ หรือรูปแบบการเดินเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน การพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุถือเป็นสิ่งสำคัญ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ระยะแรก รวมถึงการปรับบ้านและดูแลเรื่องการทรงตัวอย่างเหมาะสม อาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการหกล้ม และช่วยให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยมากขึ้น


ที่มาข้อมูล
https://www.si.mahidol.ac.th/sirirajdoctor/article_detail.aspx?ID=1600
https://www.si.mahidol.ac.th/th/department/rehabilitation/article_detail.asp?id=1194
https://anamai.moph.go.th/th/news-anamai/43013

Categories

บทความล่าสุด

Tags

ค้นหา

Generic selectors
Exact matches only
Search in title
Search in content
Post Type Selectors
ไอคอน PDPA

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า