น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชรา เพราะน้ำมีบทบาทสำคัญต่อระบบต่างๆ เช่น การไหลเวียนเลือด ระบบย่อยอาหาร อุณหภูมิร่างกาย รวมถึงการขับของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงจากวัยหนุ่มสาว น้ำยิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการคงสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ร่างกายจะมีปริมาณน้ำในร่างกายลดลง และกลไกการรับรู้ความกระหายก็จะอ่อนแอลงด้วย เมื่อร่างกายมีน้ำลดลง ผู้สูงอายุจะเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว นอกจากนี้ ไตของผู้สูงอายุอาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ร่างกายยากต่อการเก็บรักษาน้ำไว้ในระบบอย่างเหมาะสม การตอบสนองต่อฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมสมดุลน้ำก็เปลี่ยนไปตามวัยเช่นกัน
ผลเสียของการขาดน้ำในผู้สูงอายุ
การขาดน้ำในผู้สูงอายุอาจส่งผลร้ายแรงได้ เช่น
- ความจำและสมองเสื่อมชั่วคราว อาจทำให้เกิดความสับสนหรือมีอาการเวียนศีรษะ
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการล้มและหกล้ม เพราะมีอาการอ่อนแรงและเวียนศีรษะ
- ปัญหาในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น การติดเชื้อ หรือการเกิดนิ่ว
- เพิ่มโอกาสในการเข้าโรงพยาบาลหรืออัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น โดยพบว่าการขาดน้ำเป็นสาเหตุสำคัญของการเข้ารักษาในโรงพยาบาลในผู้สูงอายุ
การศึกษาระบุว่าผู้สูงอายุจำนวนมากไม่เข้าใจถึงสัญญาณของการขาดน้ำ และมักไม่ตระหนักว่าร่างกายต้องการน้ำมากกว่าที่คิด

ประโยชน์ของการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ
การดื่มน้ำอย่างเพียงพอมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายผู้สูงอายุ โดยช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น ลดปัญหาท้องผูก ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงช่วยบำรุงผิวพรรณและรักษาสภาพของเซลล์ไม่ให้เสื่อมสภาพเร็วเกินไป นอกจากนี้ น้ำยังช่วยส่งเสริมการทำงานของไตในการกรองและขับของเสียออกจากร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการสะสมของสารพิษ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ อีกด้วย งานวิจัยหลายฉบับยังพบว่า การดื่มน้ำอย่างเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับการทำงานของสมองที่ดีขึ้น ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ความสับสน และส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีความคิดที่ปลอดโปร่งและสดชื่นมากขึ้น
ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละประมาณ 6–8 แก้ว หรือราว 1.5–2 ลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณน้ำที่เหมาะสมอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น เพศ น้ำหนักตัว สภาพอากาศ ระดับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงภาวะสุขภาพและโรคประจำตัว โดยกรมอนามัยแนะนำให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 8 แก้วต่อวัน เพื่อช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น กลไกการรับรู้ความกระหายน้ำของร่างกายจะลดลง ทำให้ผู้สูงอายุอาจดื่มน้ำน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงควรจิบน้ำเป็นระยะตลอดทั้งวัน ไม่ควรรอให้รู้สึกกระหายน้ำก่อนจึงดื่ม และในกรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เพื่อกำหนดปริมาณน้ำที่เหมาะสมและปลอดภัยกับสุขภาพของตนเองมากที่สุด
วิธีช่วยให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำได้มากขึ้น
- วางแก้วน้ำที่เข้าถึงง่ายทั้งในห้องนอนและห้องนั่งเล่น
- เติมรสชาติด้วยผลไม้สด เช่น เลมอน หรือแตงโม
- กำหนดเวลาเตือนให้ดื่มน้ำเป็นกิจวัตร
- ทานอาหารที่มีน้ำสูง เช่น ซุป หรือผลไม้
- ใช้ขวดน้ำที่มีสเกลบอกปริมาณ เพื่อช่วยติดตามการดื่มน้ำ

น้ำไม่ใช่แค่เครื่องดื่มธรรมดา แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบร่างกายของผู้สูงอายุทำงานได้อย่างราบรื่น หากปล่อยให้เกิดการขาดน้ำ อาจส่งผลต่อสุขภาพทั้งระยะสั้นและระยะยาวได้ การสร้างนิสัยการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ และดูแลให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำเพียงพอทุกวัน ถือเป็นหนึ่งในวิธีง่ายๆ แต่ทรงพลังที่สุดในการดูแลสุขภาพของท่านให้ดีขึ้น
ที่มาข้อมูล :
https://www.mdpi.com/2072-6643/17/14/2256
https://journals.lww.com/ajnonline/fulltext/2006/06000/oral_hydration_in_older_adults__greater_awareness.23.aspx
https://www.hydrationforhealth.com/en/why-hydration/hydration-and-health/list-hydration-and-health/how-do-your-needs-change-all-time/hydration-eldery/
https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/29276792/



