ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ จำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และหนึ่งในคำถามสำคัญที่นักวิชาการและผู้กำหนดนโยบายเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น คือ “ผู้สูงอายุที่มีอายุยืนยาวมากกว่า 85 ปี อาศัยอยู่ที่ไหน และเพราะเหตุใดพื้นที่เหล่านั้นจึงเอื้อต่อการมีอายุยืน” คำถามนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องสุขภาพ แต่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิต โครงสร้างสังคม และการพัฒนาพื้นที่อย่างลึกซึ้ง

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้นำข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ปี 2568 มาวิเคราะห์เชิงพื้นที่ (Spatial Analysis) ในระดับตำบล เพื่อตอบคำถามว่า “ในประชากร 100 คน มีผู้ที่มีอายุเกิน 85 ปี อาศัยอยู่กี่คน” ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงเป็นตัวเลขเชิงสถิติ แต่ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ สังคม และการมีอายุยืนยาวของคนไทย
ผู้สูงอายุอายุ 85+ ในประเทศไทยกระจุกตัวอยู่ที่ใด?
จากการวิเคราะห์ของ GISTDA พบว่า ผู้สูงอายุวัย 85 ปีขึ้นไปไม่ได้กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอทั่วประเทศ แต่มีรูปแบบการกระจุกตัวที่ชัดเจน โดยสามารถแบ่งพื้นที่หลักออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีบริบทที่เอื้อต่อการมีอายุยืนในลักษณะที่แตกต่างกัน
- กลุ่มแรกคือ เขตเมืองชั้นในและย่านเก่าแก่ของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะเขตดุสิต เขตพระนคร และบางแขวงใกล้เคียง พบว่าสัดส่วนผู้สูงอายุอายุ 85 ปีขึ้นไปสูงถึง 7–8 คนต่อประชากร 100 คน ปัจจัยสำคัญคือการเป็นชุมชนดั้งเดิมที่ผู้อยู่อาศัยตั้งรกรากมาอย่างยาวนาน อีกทั้งสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขระดับคุณภาพได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการดูแลสุขภาพในระยะยาว
- กลุ่มที่สองคือ เขตเมืองเก่าและเมืองหลักทางประวัติศาสตร์ เช่น พระนครศรีอยุธยา เชียงใหม่ หนองคาย และนครศรีธรรมราช พื้นที่เหล่านี้มีลักษณะร่วมคือโครงสร้างครอบครัวขยายที่ยังคงเข้มแข็ง วิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบ และสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมที่เอื้อต่อสุขภาพจิต ซึ่งงานวิจัยระดับนานาชาติชี้ว่าความผูกพันทางสังคมและความเครียดต่ำมีความสัมพันธ์กับอายุขัยที่ยืนยาว
- กลุ่มที่สามคือ ชุมชนเข้มแข็งในบางพื้นที่ของภาคกลางและภาคใต้ แม้จะไม่ใช่เมืองใหญ่ แต่มีระบบเครือข่ายชุมชนที่แน่นแฟ้น การดูแลกันภายในครอบครัวและเพื่อนบ้านยังคงเป็นกลไกสำคัญในการพยุงคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในระยะยาว

ทำไมพื้นที่ที่มีผู้สูงอายุ 85+ ในสัดส่วนสูงจึงพบได้น้อย
ข้อมูลที่น่าสนใจคือ จากตำบลทั่วประเทศกว่า 7,256 ตำบล พบว่ามีเพียง 4 ตำบลเท่านั้นที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุอายุเกิน 85 ปีมากกว่า 5 คนต่อประชากร 100 คน สะท้อนว่าการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบร่วมกันของ “พื้นที่ที่ดี” ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสุขภาพ สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต และโครงสร้างสังคมที่เกื้อกูล
อันดับพื้นที่ที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุวัย 85+ สูงที่สุด ได้แก่ แขวงสวนจิตรลดา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร รองลงมาคือ ตำบลกะมัง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และบางแขวงในเขตพระนครและดุสิตของกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่เมืองเก่าในเชียงใหม่ หนองคาย และนครศรีธรรมราช
ข้อมูลของ GISTDA ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อบอกว่า “เราควรย้ายไปอยู่ที่ไหนเพื่ออายุยืน” แต่กำลังชี้ให้เห็นว่า “เราควรพัฒนาพื้นที่ที่เราอยู่ให้เอื้อต่อการมีอายุยืนอย่างไร” ประเด็นนี้สอดคล้องกับแนวคิดขององค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่อง Age-friendly Cities and Communities ซึ่งเน้นการออกแบบเมืองและชุมชนให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุในทุกมิติ
สำหรับประเทศไทย การถอดบทเรียนจากพื้นที่อายุยืนเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนนโยบายท้องถิ่น การพัฒนาระบบสาธารณสุข การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการออกแบบสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพกายและใจของผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญของสังคมสูงวัยที่มีคุณภาพในระยะยาว
ที่มาของข้อมูล:
https://isp.gistda.or.th
https://www.facebook.com/gistda/posts/%EF%B8%8Fส่องพิกัด-พื้นที่อายุยืน-longevity-areas-ของไทย-เมื่อข้อมูลแผนที่บอกเล่าความลับ/1302069508626249/



