ในหลายครั้งที่เราได้ยินคำว่า “Caregiver” หลายคนอาจสงสัยว่าคือใคร และมีหน้าที่รับผิดชอบอะไร? ผู้ดูแลหรือ Caregiver ไม่ได้หมายความว่าเป็นแค่พยาบาลเท่านั้น แต่คือบุคคลที่มีหน้าที่ดูแลผู้สูงอายุหรือผู้เจ็บป่วยอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้ชีวิตประจำวันและสุขภาพดีขึ้นอย่างเหมาะสม โดยทั่วไป Caregiver แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

- ผู้ดูแลแบบเป็นทางการ (Formal caregiver)
เป็นผู้ดูแลที่ผ่านการอบรม มีใบประกอบวิชาชีพ เช่น พยาบาล หรือผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ มีความรู้และทักษะในการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ - ผู้ดูแลแบบไม่เป็นทางการ (Informal caregiver)
เป็นผู้ดูแลที่ไม่ใช่บุคลากรทางแพทย์ โดยมักจะเป็นสมาชิกครอบครัว หรือตัวแทนที่ดูแลตามความจำเป็น โดยอาจขาดการอบรมทางวิชาชีพ แต่มีความรักและความใส่ใจ
หน้าที่หลักของ Caregiver งานที่มากกว่าการ “ช่วยให้กิน–นอน”
หน้าที่ของ Caregiver มีหลายด้าน ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงเชิงซับซ้อน เหมาะกับความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
- ศึกษาข้อมูลและวางแผนบริบาล
ผู้ดูแลต้องศึกษาข้อมูลสุขภาพและความต้องการเฉพาะรายของผู้ป่วย เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับอายุและภาวะทางร่างกาย - ประเมินสภาพร่างกาย
วัดสัญญาณชีพ เช่น อุณหภูมิ ชีพจร ความดันโลหิต และบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับการขับถ่าย เพื่อการติดตามผลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง - บริบาลตามแผนการรักษา
ปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ ดูแลความสะอาดส่วนบุคคล เช่น การเปลี่ยนเสื้อผ้า หวีผม ทาครีมและแป้งให้ผู้ป่วย เพื่อสร้างความสดชื่นและสุขภาพดี - เตรียมอาหารและยา
จัดอาหารและยาให้ตรงตามแผน ดูแลปริมาณและความชอบ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารอย่างเหมาะสม - ดูแลการขับถ่าย
ช่วยดูแลเรื่องการขับถ่ายและรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อและความไม่สบาย - ช่วยทำกายภาพบำบัดเบื้องต้น
สนับสนุนกิจกรรมด้านกายภาพ เช่น การเคลื่อนไหว หลีกเลี่ยงการติดเตียง และช่วยให้ผู้ป่วยคืนสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น - ทำกิจกรรมคลายเครียด
ผู้ดูแลไม่ใช่แค่ช่วยทางกายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้ผู้สูงอายุรู้สึกอบอุ่น มีเพื่อนคุย ให้รู้สึกไม่เหงา ช่วยให้กิจวัตรฯ มีชีวิตชีวา เช่น พูดคุย ฟังเพลง ร้องเพลง เล่นกิจกรรมเบา ๆ สิ่งนี้มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตโดยรวม - ดูแลความปลอดภัย
ป้องกันอุบัติเหตุและความเสี่ยงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การล้ม หรือการได้รับบาดเจ็บ - สังเกตอาการผิดปกติ บันทึกและรายงานผล
เฝ้าระวังและแจ้งปัญหาสุขภาพ ถ้าผู้สูงอายุมีอาการแย่ลง (เจ็บป่วย อารมณ์เปลี่ยน ฯลฯ) Caregiver ต้องแจ้งญาติหรือแพทย์ทันที รวมถึงบันทึกการดูแลเป็นระยะ ๆ

ควรจ้าง ผู้ดูแลแบบเป็นทางการ (formal caregiver) หรือให้คนในครอบครัวดูแลเองดี?
หลังจากเห็นภาพรวมของหน้าที่ทั้ง 8 ข้อ จะพบว่า Caregiver ต้องรับผิดชอบงานหลายด้าน ทั้งการดูแลสุขภาพพื้นฐาน การดูแลอารมณ์ ไปจนถึงการเฝ้าระวังความปลอดภัยของผู้สูงอายุอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นครอบครัวจึงควรประเมินอย่างรอบคอบว่าจะเลือก ผู้ดูแลแบบเป็นทางการ (formal caregiver) หรือให้ คนในครอบครัวเป็นผู้ดูแล แทน ซึ่งปัจจัยสำคัญคือ สภาพสุขภาพของผู้สูงอายุ และ ความพร้อมของครอบครัว
- สำหรับกรณีที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัว ต้องการการดูแลที่เป็นระบบ เช่น การควบคุมยา การช่วยเคลื่อนไหว การดูแลสุขอนามัย หรือการป้องกันอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน การเลือกใช้ ผู้ดูแลแบบเป็นทางการ (formal caregiver) ไม่ว่าจะจ้างผ่านบริษัทหรือจ้างโดยตรง ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะช่วยให้มั่นใจได้ในมาตรฐานการดูแล ความปลอดภัย และคุณภาพงานที่ชัดเจน
- ในทางกลับกัน หากผู้สูงอายุยังช่วยเหลือตัวเองได้ระดับหนึ่ง ไม่มีโรคที่ต้องดูแลใกล้ชิดมากนัก และครอบครัวมีเวลาเพียงพอ การให้ คนในครอบครัวเป็นผู้ดูแล อย่างคนในครอบครัวหรือญาติใกล้ชิดเป็นผู้ดูแลหลัก ก็เป็นตัวเลือกที่ดี อบอุ่น ประหยัด และมีความผูกพันทางใจที่ผู้สูงอายุต้องการ
ปัจจุบัน หลายครอบครัวเลือกใช้รูปแบบการดูแลแบบ ผสมผสาน เช่น ให้ญาติเป็นผู้ดูแลหลักในเวลาปกติ และจ้าง “Caregiver แบบมืออาชีพ” เข้ามาช่วยในช่วงที่ญาติต้องทำงาน หรือในสถานการณ์ที่ต้องการทักษะเฉพาะทาง วิธีนี้ช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับความดูแลที่เหมาะสมครบทุกมิติ

โดยสรุป การเลือก Caregiver ไม่ว่าจะเป็นแบบมืออาชีพหรือแบบคนในครอบครัว ควรพิจารณาจากความต้องการของผู้สูงอายุและศักยภาพของครอบครัวเป็นสำคัญ หากสามารถผสมผสานทั้งสองบทบาทได้อย่างลงตัว ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ครบถ้วน อบอุ่น และปลอดภัยที่สุดในทุกวันของชีวิต
ที่มาของข้อมูล : https://beaconhomecare.com/private-caregiver-in-home-care/
https://www.humancareny.com/blog/what-are-four-types-of-caregivers?utm_source



