ในช่วงฤดูร้อนหรือช่วงที่อุณหภูมิสูงต่อเนื่อง หลายพื้นที่ของประเทศไทยมักเผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะ ผู้สูงอายุ ที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะ ฮีตสโตรก (Heat Stroke) หรือโรคลมแดดมากกว่าวัยอื่น ๆ หากไม่ได้รับการดูแลหรือป้องกันอย่างเหมาะสม
ฮีตสโตรกเป็นภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อร่างกายไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิภายในได้ตามปกติ เนื่องจากได้รับความร้อนสะสมมากเกินไป ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส และอาจทำให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญ เช่น สมอง หัวใจ หรือไต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ทำไมผู้สูงอายุจึงเสี่ยงฮีตสโตรกมากกว่าคนทั่วไป
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน เช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานลดลง ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อได้น้อยลง และการไหลเวียนเลือดอาจไม่ดีเท่าช่วงวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ ผู้สูงอายุบางรายอาจมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน รวมถึงการใช้ยาบางชนิดที่มีผลต่อการควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย จึงทำให้ร่างกายปรับตัวกับความร้อนได้ยากกว่าปกติ
อีกปัจจัยหนึ่งคือ ผู้สูงอายุบางคนอาจดื่มน้ำน้อยกว่าที่ควร เนื่องจากความรู้สึกกระหายน้ำลดลง หรือกลัวการเข้าห้องน้ำบ่อย ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดฮีตสโตรก
สัญญาณเตือนของฮีตสโตรกที่ควรสังเกต
ผู้ดูแลและสมาชิกในครอบครัวควรสังเกตอาการผิดปกติของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อนจัด สัญญาณเตือนที่พบบ่อย ได้แก่
- ปวดศีรษะหรือเวียนศีรษะ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
- อ่อนเพลีย หน้ามืด หรือรู้สึกคล้ายจะเป็นลม
- หายใจเร็ว หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ
- ผิวหนังร้อนและแห้ง ไม่มีเหงื่อ
- อาจมีอาการสับสนหรือหมดสติในกรณีรุนแรง
หากพบอาการดังกล่าว ควรรีบนำผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือที่ที่มีอากาศถ่ายเทดี คลายเสื้อผ้า และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย พร้อมรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

5 วิธีป้องกันฮีตสโตรกในผู้สูงอายุ
แม้ฮีตสโตรกจะเป็นภาวะที่อันตราย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนจัด
1. หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด
ควรหลีกเลี่ยงการออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00 – 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุดของวัน
2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่รู้สึกกระหายน้ำ โดยทั่วไปควรดื่มประมาณ 6–8 แก้วต่อวัน หรือประมาณ 2–3 ลิตร (ขึ้นอยู่กับสุขภาพและคำแนะนำของแพทย์)
3. สวมเสื้อผ้าที่เหมาะสม
ควรเลือกสวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าบาง ระบายอากาศได้ดี เพื่อช่วยลดการสะสมของความร้อน
4. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ทำให้ร่างกายขาดน้ำ
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา หรือกาแฟบางชนิด อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น จึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสม
5. อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท
ในวันที่อากาศร้อน ควรเปิดพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเพื่อช่วยลดอุณหภูมิภายในบ้าน รวมถึงหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่อับอากาศ
สำหรับครอบครัวหรือผู้ดูแลผู้สูงอายุ การสังเกตอาการผิดปกติและดูแลสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การเตือนให้ผู้สูงอายุดื่มน้ำสม่ำเสมอ การจัดพื้นที่พักผ่อนให้มีอากาศถ่ายเท และหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการได้รับความร้อนมากเกินไป
เมื่อเข้าใจถึงความเสี่ยงและวิธีป้องกันฮีตสโตรกแล้ว ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตในช่วงฤดูร้อนได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อภาวะฉุกเฉินทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้
ที่มาข้อมูล :
https://wwwnc.cdc.gov/travel/page/travel-to-hot-climates
https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=25815



